จินตนา's profileเหงาไม่มีใครให้กอดอยากจะ...PhotosBlogLists Tools Help

จินตนา

เหงาไม่มีใครให้กอดอยากจะมีใครข้างกายสักคนหนึ่ง

Photo 1 of 11
More albums (1)
July 29

...

1. ลักษณะและลีลาของเพลงสากลเป็นอย่างไร
2. ลักษณะและลีลาของเพลงไทยเป็นอย่างไร

ตอบ      เสียงเพลงเป็นศิลปศาสตร์ที่กำหนดให้หูของคนเรา   เป็นเครื่องกำหนด
เป็นการเริ่มต้นของเสียงดนตรีที่ให้เสียงทั้งหลายที่เข้ามากระทบนั้น
ประสานและเปรียบเทียบความแตกต่างของความถี่ห่างของเสียง
ทำให้หูของคนเราสามารถฟังเสียงต่างๆเป็นทำนอง (Melody)   และลีลา (Movement)
ได้       ลักษณะและลีลาของเพลงสากลและเพลงไทยนั้น
ต้องพิจารณาจากปัจจัยสำคัญคือ    ระบบเสียง   เนื่องจากระบบเสียงของดนตรีสากล
และ  ดนตรีไทย  กำหนดให้มี  7   เสียงเท่ากัน   แต่ระดับการวางเสียงผิดกัน   คือ
เสียงของดนตรีไทย   เราวางเสียงไว้  7   เสียงเท่ากันหมด   ไม่มีครึ่งเสียง
ส่วนของดนตรีสากล  ใน  7   เสียง  มีเสียงเต็มอยู่  5   เสียง  และเสียงครึ่งอยู่
2  เสียง  คือ ระหว่างเสียง มี กับเสียงฟา
และระหว่างเสียง ที กับ เสียง โด     อีกประการหนึ่ง
เพลงสากลจะเน้นที่การประสานเสียง   แปลเสียงจากคอร์ด   ส่วนของเพลงไทยนั้น
เราเน้นประสานทำนอง   โดยทุกเพลงวสามารถแปลเสียงออกมาจากลูกฆ้อง
ที่ถือว่าเป็นทำนอง (Melody)   ของเพลงนั้นๆ

 

 

อยากทราบถึงประเภทของการขับร้องเพลงไทยเดิม อย่างละเอียด

ประเภทของการขับร้องเพลงไทยเดิม แบ่งได้ 4 วิธี

(1) การร้องลำลอง หมายความถึงว่า คนร้องร้องไปตามทำนองของตน และดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใช้ทำนองส่วนของตนต่างหาก แต่ทั้งคนร้องและคนบรรเลง จะต้องใช้ลูกฆ้องหรือเนื้อเพลงแท้ๆอย่างเดียวกัน เพียงแต่คนร้องบรรจุคำร้องลงไปตามลูกฆ้อง ส่วนนักดนตรีแปรลูกฆ้องเป็นทำนองเต็ม (Full Melody) ให้เข้ากับเครื่องดนตรีที่บรรเลง เพลงที่ใช้ร้องลำลอง มักจะเป็นเพลงที่ฟังได้ไพเราะ เช่น เพลงเต่าเห่ เพลงช้าสร้อยสน เพลงตุ้งติ้ง เพลงกลองโยน เป็นต้น

(2) การร้องคลอ หมายความถึง คนร้องร้องพร้อมไปกับดนตรี โดยผู้บรรเลงจะต้องบรรเลงดนตรีให้เข้ากับทางร้อง เพื่อฟังได้กลมกลืน เพลงที่จะะร้องคลอได้ไพเราะ าจะเป็นเพลงจำพวกเพลงสองชั้นธรรมดาทั่วไป

(3) การร้องส่ง หรือการร้องรับ หมายความถึงว่า คนร้องร้องขึ้นก่อน เมื่ออจบแล้ว ดนตรีจึงรับด้วยลูกฆ้องเดียวกัน เพียงแต่ว่าการร้องนั้น ผู้ร้องถอดลูกฆ้องออกมาเป็นเอื้อน แต่ดนตรีถอดลูกฆ้องอออกมาเป็นทำนองเต็ม (Full Melody) การร้องส่งหรือการร้องรับนี้ ดนตรีจะต้องมีการสวมร้องด้วย เพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่างการร้องที่ช้า และการบรรเลงที่ค่อนข้างรวดเร็ว และเพื่อความกลมกลืนในการบรรเลงด้วย

(4) การร้องเคล้า หมายความถึงว่า คนร้องร้องไปตามทำนองเพลงของตน ส่วนดนตรีก็บรรเลงประกอบไปโดยใช้ทำนองส่วนของตน คล้ายๆกับการร้องลำลอง แต่การร้องเคล้านี้ ดนตรีกับร้องเป็นคนละอย่างกัน แต่เมื่อร้องกับดนตรีเคล้าประสานกันแล้ว ทำให้มีความไพเราะเป็นอย่างยิ่ง

เพลง...

เพลงไทย - เพลงเถา
ทำไมจึงเรียกว่าเพลงเถา

          เพลงเถา คือระเบียบวิธีการบรรเลงและขับร้องเพลงไทยที่มีอัตราลดหลั่นกัน ประกอบด้วยอัตราสามชั้น สองชั้น และ
ชั้นเดียว อัตราที่ลดหลั่นกันนี้ จะต้องมีไม่น้อยกว่า 3 ขั้น จึงเรียกได้ว่า
เพลงเถา
               
ส่วนอัตราสี่ชั้น และอัตราครึ่งชั้นนั้นในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมบรรเลงกันแล้ว เพราะอัตราสี่ชั้นจะมีท่วงทำนองช้ายืดยาด
อัตราครึ่งชั้นก็เร็วเกินไป ทำให้ไม่ได้รับความนิยมดังกล่าว

เพลงอัตราสามชั้น     เป็นอัตราจังหวะที่ดำเนินลีลาเชื่องช้าใช้เวลาบรรเลงยาวกว่าอัตราอื่นๆ มี 2 ลักษณะ ดังนี้คือ เพลงอัตราสามชั้น
โดยกำเนิด เป็นเพลงที่ครูเพลงได้ประพันธ์ขึ้นโดยตรง เช่นพวกเพลงเสภาต่างๆ ที่กำเนิดขึ้นในช่วงปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จ
พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นช่วงที่ พระประดิษฐ์ไพเราะ (ครูมีแขก) ได้คิดประดิษฐ์เพลงไทยในอัตราสามชั้นไว้มากมาย จนถือได้
ว่าท่านเป็น
"บิดาแห่งเพลงสามชั้น" ที่เดียวนอกจากนั้น ลักษณะเพลงอัตราสามชั้นอีกประเภทหนึ่งคือ เพลงอัตราสามชั้นที่ถือกำเนิด
มาจากเพลงอื่น โดยอาศัยทำนองเพลงดั้งเดิมในอัตราสองชั้น แล้วแต่งขยายขึ้นในภายหลัง

เพลงอัตราสองชั้น     เป็นอัตราจังหวะที่ดำเนินลีลากลางๆ ไม่ช้าไม่เร็วจนเกินไป แยกพิจารณาว่าเป็นเพลงอัตราสองชั้นโดยกำเนิด
ซึ่งครูเพลงได้คิดประดิษฐ์ขึ้นใหม่เป็นเพลงอัตราสองชั้นโดยตรงเพื่อใช้ในการบรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงโขนและละคร
ส่วนเพลงอัตราสองชั้นที่ถือกำเนิดจากเพลงอื่น ก็หมายถึง เพลงที่ครูได้นำเพลงเร็วชั้นเดียวของเก่ามาขยายขึ้นอีกเท่าตัวเป็นเพลงเร็ว
สองชั้น เพื่อใช้บรรเลงและขับร้องประกอบการแสดงโขนละคร

เพลงอัตราชั้นเดียว     เป็นชื่อเรียกอัตราจังหวะที่ดำเนินลีลาด้วยประโยคสั้นๆ และรวดเร็วในสมัยโบราณ จัดอยู่ในประเภทเพลงเร็ว
ต่างๆ รวมทั้งเพลงเกร็ด เพลงหางเครื่องก็นำมารวมไว้ในประเภทชั้นเดียวนี้ด้วย

เพลงชาติไทย

ประวัติเพลงชาติไทย

ภายหลังการเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรนณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย (24 มิถุนายน 2475) เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี (สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ได้แต่งเพลงชาติขึ้น เพื่อปลุกใจให้คนไทยรักชาติ และสามัคคี ตลอดจนให้เลื่อมใสในรัฐธรรมนูญ โดยใช้ทำนองเพลงมหาชัย ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

สยามอยู่คู่ฟ้าอย่าสงสัย เพราะชาติไทยเป็นไทยไปทุกเมื่อ
ชาวสยามนำสยามเหมือนนำเรือ ผ่านแก่งเกาะเพราะเพื่อชาติพ้นภัย
เราร่วมใจร่วมรักสมัครหนุน วางธรรมนูญสถาปนาพรรษาใหม่
ยกสยามยิ่งยงธำรงชัย ให้คงไทยตราบสิ้นดินฟ้า “

ต่อมาจึงดำริจะให้มีเพลงชาติแบบสากล จึงได้ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) แต่งทำนองเพลงขึ้น โดยให
้ขุนวิจิตรมาตรา (สง่า กาญจนาคพันธุ์) แต่งคำร้อง ดังนี้

“แผ่นดินสยามนามประเทืองว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบชาติไทยดึกดำบรรพ์โบราณลงมา ร่วมรักษาเอกราษฎร์ชนชาติไทย
บางสมัยศัตรูจู่มารบ ไทยสมทบสวนทัพเข้าขับไล่
ตลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของชาติไทย น้ำรินไหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราชคือกระดูกที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
ยึดอำนาจกุมสิทธิ์อิสระเสรี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เชิดชัยชโย “

ในปีพุทธศักราช 2477 รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพลงชาติขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย
พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงเป็นประธาน มีกรรมการท่านอื่นๆดังนี้คือ พระเรี่ยมวิรัชพากย์ พระเจนดุริยางค์ หลวงชำนาญนิติเกษตร จางวางทั่วพาทยโกศล และนายมนตรี ตราโมท คณะกรรมการชุดนี้
มีหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับเพลงชาติโดยเฉพาะ ผลการตัดสินปรากฎว่า มีเพลงชาติแบบไทย และแบบสากล
อย่างละเพลงคือ แบบไทยได้แก่เพลงชาติของจางวางทั่ว พาทยโกศล
ที่แต่งขึ้นจากเพลงไทยเดิมชิ่อว่า “ตระนิมิตร” ส่วนทางสากลได้แก่ เพลงของ พระเจนดุริยางค์ ที่แต่งไว้แล้ว
คณะกรรมการชุดนี้ ได้พิจารณาในเวลาต่อมาว่า เพลงชาตินั้นคงจะมีลักษณะที่บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์ ถ้ามีสองเพลงอาจทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลง จึงร่วมกันพิจารณาใหม่ ในที่สุดตกลงว่าให้มีทางสากล
เพลงเดียวคือ แบบทำนองสากลของพระเจนดุริยางค์ จึงได้จัดให้มีการประกวดบทร้องขึ้นใหม่ คณะกรรมการได้สรุปผลให้บทร้องของนายฉันท์ ขำวิไล และบทร้องของขุนวิจิตรมาตรา ได้รับรางวัล แและตัดสินให้บทร้องของขุนวิจิตรมาตราได้รับรางวัลชนะเลิศ

บทร้องที่คณะกรรมการคัดเลือกมีดังนี้ 

  1. บทของนายฉันท์ ขำวิไล
  2. เหล่าเราทั้งหลายขอน้อมกายถวายชีวิ่ต รักษาสิทธิ์อิสระ ณ แดนสยาม

ที่พ่อแม่สู้ยอมม้วยด้วยพยายาม ปราบเสี้ยนหนามให้พินาศสืบชาติมา
แม้ถึงไทยไทยด้อยจนย่อยยับ ยังกู้กลับคงคืนได้ชื่นหน้า
ควรแก่นามงามสุดอยุธยา นั้นมิใช่ว่าจะขัดสนหมดคนดี
เหล่าเราทั้งหลายเลือดและเนื้อเชื้อชาติไทย มิให้ใครเข้าเหยียบย่ำขยำขยี้
ประคับประคองป้องสิทธิ์อิสระเสรี เมื่อภัยมีช่วยกันจนวันตาย
จะสิ้นนชีพไว้ชื่อให้ลือลั่น ว่าไทยมั่นรักชาติไม่ขาดสาย
มีไมตรีดียิ่งทั้งหญิงชาย สยามมิวายอยู่มุ่งหมายเชิดชัย ไชโย

บทของขุนวิจิตรมาตรา

แผ่นดินสยามนามประเทือยว่าเมืองทอง ไทยเข้าครองตั้งประเทศเขตแดนสง่า
สืบเผ่าไทยดึกดำบรรพ์บุราณลงมา ร่วมรักษาสามัคคีทวีไทย
บางสมัยศัตรูจู่โจมตี ไทยพลีชีพร่วมรวมรุกไล่
เข้าลุยเลือดหมายมุ่งผดุงไผท สยามสมัยบุราณรอดตลอดมา
อันดินแดนสยามคือว่าเนื้อของเชื้อไทย น้ำรินใหลคือว่าเลือดของเชื้อข้า
เอกราษฎร์คือเจดีย์ที่เราบูชา เราจะสามัคคีร่วมมีใจ
รักษาชาติประเทศเอกราชจงดี ใครย่ำยีเราจะไม่ละให้
เอาเลือดล้างให้สิ้นแผ่นดินไทย สถาปนาสยามให้เทอดไท ไชโย
ในปีพุทธศักราช 2482 มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากคำว่า “สยาม” มาเป็น “ไทย” ทำให้จำต้องแก้ไขบทร้อง
ในเพลงชาติด้วย รัฐบาลจึงได้จัดประกวดบทร้องเพลงชาติไทยขึ้น

ผลการประกวด ปรากฎผู้ชนะได้แก่ นายพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ (นวล ปาจิณพยัคฆ์) ส่งเข้าประกวดในนามกองทัพบก และให้ใช้ทำนองขับร้อง เพลงชาติไทย ของพระเจนดุริยางค์ ตามแบบที่มีอยู่ ณ

กรมศิลปากร ซึ่งมีเนื้อร้องดังนี้

“ ประเทศไ ทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงไว้ได้ทั้งมวล ด้วยไทยล้วนหมายรักสามัคคี
ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด เอกราาชจะไม่ให้ใครข่มขี่
สละเลือดทุถกหยาดเป็นชาติพลี เถลิงประเทศสชาติไทยทวี มีชัย ชโย

ท่านพันเอกหลวงสารานุประพันธ์ มีความปราบปลื้มแและภาคภูมใจเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับได้สั่งเสียบุตร ธิดา ไว้ว่า “ ฉันได้สั่งบุตรธิดาของฉันไว้ทุกคนว่า ในกาลภายหน้าเมื่อถึงวาระที่ฉันจะต้องเกษียรอายุลาโลกไปแล้ว ขณะจะใกล้หจะขาดอัสสาสะ ขอให้หาจานเสียงเพลชาติอันนี้ มาเปิดให้ฟังให้จงได้ เพื่อบังเกิดความชุ่มชื่นระรื่นใจ อันไม่มีเสื่อมคลายตราบสิ้นปราณ “